วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

สมานรัก


กล่าวกันว่า   พึ่งเห็นพึ่งรัก  น้ำต้มผักยังว่าหวาน ครั้งนานนานน้ำอ้อยก็ค่อยขม คิดว่าเรื่องทำนองนี้ท่านคงเคยประสบมาด้วยตัวเองบ้างแล้ว เรื่องของความรักความใคร่นั้น  เป็นไปได้ทั้งในทางบวกและลบ โดยเฉพาะรักต่างเพศหรือเพศเดียวกัน  ส่วนมากจะเริ่มต้นด้วยความหวานชื่น แต่พอครั้นนานเข้าก็จืดชืด และเปลี่ยนเป็นขมขื่นสุดทายลงเอยด้วยทุกข์และน้ำตา  ความรักของคนทั่วไปก็มักเป็นเช่นนี้  ถามว่าเพราะอะไร ตอบว่า เพราะรักนั้นมันไม่บริสุทธิ์  มีความชัง ความริษยา อาฆาต ปะปนมาด้วย เหมือนน้ำผึ้งเจือยาพิษ เริ่มต้นด้วยรสหวานแล้วก็จบลงด้วยความตาย    ในทางพระพุทธศาสนากล่าวถึงความรัก ไว้ ๒ ประเภท คือ
๑.รักแท้ ได้แก่ ความรักบริสุทธิ์ใจ รักที่มีแต่ให้ เสียสละ ไม่หวังผลตอบแทน ยอมทุกข์แทนคนรักได้ เช่นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก รักนี้คือ เมตตาและกรุณา อยากให้เป็นสุขและคิดช่วยให้พ้นทุกข์
.รักไม่แท้ ได้แก่ ความรักที่ไม่บริสุทธิ์ใจ รักประเภทนี้เจือปนด้วยกิเลส ตัณหา  มีกามคุณห้า คือ รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส เป็นที่เกิด มีเสน่หาเป็นเยื่อใย ครั้นสิ่งที่น่ารักเปลี่ยนแปลงกลับกลายเป็นน่าชังไป เสน่ห์ก็หมด ความรักก็จืดจางสิ่งร้าย ๆ ที่ปะปนแฝงอยู่ก็แสดงออก  จากรักจึงกลับกลายมาร้าย สุดท้ายก็เลิกร้างหมางเมินกันไปเหลือไว้แต่ความทุกข์โศกเสียใจ
รักไม่แท้ คือต้นตอแห่งปัญหาครอบครัว ถึงขั้นบ้านแตกสาแหรกขาดครั้นจะหารักแท้ในทางโลกีย์ก็ยากนักมีทางเดียวที่จะประคับประคองชีวิตคู่ให้คงเส้นคงวาไปได้ตลอดรอดฝั่ง คือต้องผสมผสานรักแท้เข้าไว้ด้วยกัน อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของรักไม่แท้ที่เป็นอยู่ ก็พอจะทุกข์ ๆ สุข ๆ อยู่ต่อไปได้ เมตตาและกรุณา เป็นตัวประสานหรือสมานรักไว้ เหมือกอบัวในสระน้ำ ลำพังโคลนตมเพียงอย่างเดียวยังไม่พอต้องอาศัยน้ำด้วย บัวจึงจะงอกงามออกดอกอยู่ได้ ฉันใด ความรักของมนุษย์ แม้จะเจือด้วยทุกข์ แต่ถ้ามีรักแท้ คือความเมตตาและกรุณา ผสมผสานอยู่ด้วยกันแล้ว ก็จะงอกงามอยู่ได้ ฉันนั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น